2007/Nov/18

เภริวาทชาดก
ชาดกว่าด้วยโทษของการไม่รู้จักประมาณ

ในอดีต สมัยเมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์สมบัติกรุงพาราณสี ทรงโปรดให้มีงานนักขัตฤกษ์เป็นประจำทุกๆปี ครั้งหนึ่งสองพ่อลูกนักตีกลอง ได้ชวนกันไปแสดงการตีกลองในงานนี้ด้วย

ฝีไม้ลายมือการตีกลองของพ่อลูกทั้งสอง ครึกครื้น เป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้ชมมาก นอกจากนี้ เขาทั้งสองยังแสดงท่าร่ายรำประกอบการตีกลอง ได้แปลกตา ประทับใจ ไม่ว่าจังหวะกลองจะเป็นเช่นไรก็ตาม ดังนั้นทุกครั้งที่สิ้นเสียงกลอง ผู้ชมจะปรบมือกันกราวใหญ่ พร้อมๆ กับเงินเหรียญจำนวนมากมายที่มอบให้เขาสองพ่อลูก

ทั้งสอง แสดงการตีกลองไปตลอดคืน จนกระทั่งงานเลิกก็สะพายกลองและถุงย่ามใบใหญ่ที่ใส่เงินกลับบ้าน ลูกชายวัยรุ่นยังไม่หายครึ้มอกครึ้มใจ จึงรัวกลองตีกระหน่ำมาตามทางด้วยความคะนองมือ

หนทางกลับบ้านของสองพ่อลูก เป็นทางเปลี่ยว ต้องเดินลัดป่าผ่านเข้าไปในดงโจร ไม่มีทางหลีกเลี่ยง พ่อจึงเตือนลูกว่า

“เมื่อเจ้าอยากตีกลองก็ตีไปเถิด พ่อไม่ห้าม แต่ให้เลือกตีแต่จังหวะเพลงที่ใช้ในขบวนพิธี และตีเป็นระยะๆ อย่าตีกระหน่ำพร่ำเพรื่อ พวกโจรจะได้หลงเข้าใจว่ากำลังมีเจ้านาย หรือคนใหญ่คนโต เดินทางผ่านมา จะได้รีบหนีไปเสียไกลๆ”

ลูกชายได้ยินพ่อพูดห้ามปรามแล้ว แต่ก็ไม่เชื่อฟัง กลับพูดอวดดีว่า

“พ่ออย่ากลัวไปหน่อยเลย ฉันจะกระหน่ำกลองให้พวกมันเตลิดหนีไปทั้งหมดทีเดียว”

ว่าแล้วก็กระหน่ำตีกลองต่อไป แต่เนื่องจากยังเกรงใจพ่ออยู่บ้าง ในคราวแรกจึงตีกลองในจังหวะที่พ่อบอก

พวกโจรในย่านนั้น ได้ยินเสียงกลองในจังหวะที่ใช้สำหรับตีประโคมเวลาเจ้านายเดินทางก็ตกใจ กลัวเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ตามมาในขบวน จะมองเห็นพวกตน จึงซ่อนตัวอยู่ห่างๆ ไม่กล้าโผล่หน้าออกมา

แต่ครั้นเวลาผ่านไปสักครู่ ลูกชายรู้สึกเบื่อหน่ายจังหวะกลองที่ซ้ำๆอย่างนั้น จึงพลิกแพลงตีจังหวะอื่นๆ ที่สนุกสนาน ระทึกใจเสียงกลองดังลั่นไปทั่วป่า ไม่มีเว้นระยะเลย

พวกโจรซุ่มฟังอยู่ ได้ยินเสียงกลองจังหวะโลดโผนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนั้นก็เฉลียวใจ คิดว่าคงจะไม่ใช่กลองในขบวนเกียรติยศของเจ้านายเสียแล้ว จึงได้สะกดรอยตามดู ครั้นเห็นมีเพียงสองพ่อลูกเดินอยู่ในป่าตามลำพัง โดยมีลูกชายตีกลองเล่นอยู่ก็โกรธจึงพากันวิ่งกรูเข้ามารุมทุบตีสองพ่อลูกเสียสะบักสะบอม ฐานที่หลอกให้หลงเข้าใจผิด แล้วฉวยเอาถุงย่ามใส่เงิน และทรัพย์สินติดตัวไปจนหมดเสียอีกด้วย

เมื่อพวกโจรกลับไปหมดแล้ว ผู้เป็นพ่อก็ค่อยๆพยุงร่างกายที่บอบช้ำ คลานเข้าไปหาลูก๙งมีสภาพเช่นเดียวกัน แล้วกล่าวสั่งสอนด้วยเสียงอันสั่นเครือกระท่อนกระแท่นว่า

“กลองนั้นตีดีๆก็มีประโยชน์ แต่ไม่ควรตีกระหน่ำไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ เพราถ้าตีพร่ำเพรื่อคึกคะนองเกินไปก็จะก่อให้เกิด เรื่องเลวร้าย เงินทองวอดวาย เกือบถึงตายอย่างวันนี้”

แล้วพันซมซานกลับบ้านไปด้วยความยากลำบากแสนสาหัส

*****************

ข้อคิดจากชาดก

๑. คำตักเตือนสั่งสอนของผู้ใหญ่ ย่อมมีคุณค่าควรรับฟัง เพราะผู้ใหญ่ผ่านโลกมามาก ย่อมมองเห็นการณ์ไกลคาดคะเนอะไรมักไม่พลาด ผู้ใหญ่ที่ดีๆมีคุณธรรม ย่อมชักนำเราไปสู่ความสำเร็จ

๒. การทำอะไรตายใจตัวเอง ทำตามความคึกคะนองไม่รู้จักประมาณ ไม่คำนึงถึงกาลเทศะ ย่อมเกิดโทษแน่นอน

*********************

สำหรับวันนี้ก็เป็นชาดกสั้นๆ ให้ข้อคิดดีๆ มาฝากค่ะ เดี๋ยวคงจะไม่เจอกันอีกสักพักนึง เพราะจะไม่อยู่หน้าคอมฯ แล้ว..อีกหลายวัน...

แล้วเจอกันค่ะ

 

Comment

Comment:

Tweet


ขอโทษมากๆที่มากตอบช้าครับ
ได้รับซีดีแล้วนะครับ
พยายามจะตอบตั้งหลายครั้งแล้ว
แต่กดคอมเม้นไม่ได้ ส่งเมล์ไปก็เด้งกลับมาอีก
..................
ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน ย่อมรู้เห็นมากกว่าเราอยู่แล้ว
เวลามีใครแนะนำอะไรผมก็จะเชื่อฟังเสมอ
แต่ต้องคิดด้วย เพราะผู้ใหญ่ไม่ดีก็มีเยอะangry smile
จริงอย่างคุณเยี่ยมว่า การจะเชื่ออะไรสักอย่างก็ควรใช้ปัญญาในการพิจารณา ควร ไม่ควร

แต่ก็มีอีกบางประเภท ที่เราไม่สามารถใช้ปัญญาพิจารณาได้ เพราะเป็นประเภทที่อยู่นอกเหนือปัญญามนุษย์จะเข้าใจ หรือที่เขาชอบเรียกกันว่า อจินไตย.. sad smile
#4 by 丽丽 ~ ชิงช้าโบราณ At 2007-11-19 12:57,
เป็นข้อคิดดีๆ ที่บางที่คนเราก็ลืมมันซะง่ายๆเพราะอารมณ์ส่วนตัว
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆด้วยนะคะbig smile
#3 by *~iLlKiD~* At 2007-11-19 10:45,
การประมาณเป็นส่วนหนึ่งของความพอเพียง



อย่างที่คห.ข้างบนบอก ตามหลังผุ้ใหญ่หมาไม่กัดconfused smile
#2 by Crozzax At 2007-11-18 20:37,
ตามหลังผู้ใหญ่หมาม่ะกัด!
แต่บางครั้งคำของผู้ใหญ่อย่างพวกนักการเมืองนี่ก็เชื่อม่ะได้นะ
ขำขำนะอย่าซีเรียส

แต่ก็น่ะจะเชื่อใครก็ต้องใช้ปัญญาด้วย
เป็นพื้นฐานของกาลามสูตรเลย big smile
#1 by yium At 2007-11-18 20:14,

ชิงช้าโบราณ
View full profile