พระนางสามาวดี
ตอนที่ 1
การบังเกิดขึ้นของพระเจ้าอุเทน ตอนที่ 1
ระหว่างรับชมรายการมโหสถบัณฑิต ซึ่งยาวพอสมควร ข้าพเจ้าก็ขอแทรกรายการย่อยๆ คั่นไปเป็นระยะๆ นะคะ เห็นชอบอย่างไร ก็ติชมมาได้จ้ะ
มาเริ่มด้วยเรื่องของพระนางสามาวดี กันเลย
(จริงๆ แล้วอยากเอาไฟล์เสียงมาให้ฟัง แต่ตอนนี้ที่ทำงานข้าพเจ้า เขาไม่ให้ upload ไฟล์ใหญ่ๆ ขึ้นเวบ ฮือๆ เลยลงให้ฟังไม่ได้ แต่หากใครสนใจอยากฟังเป็นเสียงหลวงพ่อท่านเทศน์ ก็บอกกล่าวกันได้นะ จะแนบใส่ e-mail ไปให้ อย่าลืมให้ชื่อ e-mail มาด้วยนะคะ)
oooooooooooooooooooooo
เมื่อพระบรมศาสดา ประทับอยู่ที่โฆษิตาราม ณ กรุงโกสัมพี ทรงปารภถึงหญิง 500 คน พร้อมกับพระนางสามาวดี ที่ถูกไฟครอกตายอย่างน่าเวทนา และความวินาทของพระนางมาคันทิยากับญาติพี่น้องอีก 500 คน ซึ่งถูกพระเจ้าอุเทนรับสั่งให้เผาทั้งเป็นด้วยการตรัสสั่งให้ขุดหลุมประมาณแค่สะดือ และบังคับให้นั่งลงในหลุม จากนั้นก็ทรงให้เอาดินร่วนกลบลงแน่น จากนั่งให้เอาฟางโรยอีกชั้นหนึ่งเมื่อทุกอย่างพร้อม ก็ตรัสสั่งให้จุดไฟเผา พอไฟไหม้ฟางหมด ก็สั่งให้เอาไถเหล็กมาไถ จนร่างขาดเป็นชิ้นๆ
สำหรับพระนางมาคันทิยา ทรงใช้มีดอันคมกริบเชือดสันเนื้อของพระนางมาทอด และก็ทรงเคี้ยวกินเนื้อทอดนั้นด้วยความแค้นพระทัย เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เป็นสิ่งที่ควรจะศึกษากัน ว่าเกิดได้อย่างไร เพราะเมื่อเราศึกษาจนเข้าใจดีแล้ว ก็จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้นก็สามารถติดตามกันได้ต่อไป
.
.
.
ในยุคก่อนพุทธกาล มีพระราชาสององค์ คือ พระเจ้าอันลกปะ ปกครองแคว้นอันลกปะ และพระเจ้าเวตทีปกะ ทรงครองราชย์แคว้นเวตทีปกะ ทั้งสองพระองค์เป็นสหายกันตั้งแต่สมัยที่ยังทรงศึกษาศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกัน ทรงปกครองแว่นแคว้น มีพระราชอาชญาแผ่ไปแคว้นละสิบโยชน์
ครั้งหนึ่ง เมื่อทั้งสองพระองค์มาพบปะ ตรัสสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กันนั้น ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นมหาชนที่กำลังเกิดและตาย จึงปรึกษากันว่า
"บุคคลที่จะติดตามผู้ที่ไปสู่ปรโลก ไม่มีเลย แม้สังขารร่างกายของตัวเองก็ติดตามไปไม่ได้ จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป การอยู่ครองราชย์ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไร เราน่าจะออกบวชแสวงหาโมกษะ จะดีกว่า"
ที่ทรงปรึกษากันเช่นนั้น เพราะทรงมีอัธยาศัยที่น้อมไปทางสงบวิเวก อีกทั้งไม่ยินดีในการรบราฆ่าฟัน
การแสวงหาความหลุดพ้นนั้น ไม่ได้มีเฉพาะในสมัยพุทธกาลเท่านั้น แต่มีมานานอยู่แล้ว
คำว่าโมกษะในที่นี้ หมายถึงความหลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์ มุ่งสู่ภาวะของพรหมมันต์หรืออาตมันต์ เป็นพรหมในพรหมในพรหมโลก ซึ่งเสวยสุขได้ยาวนาน นี่ก็เป็นทรรศนาคติของพราหมณ์
แต่สำหรับของทางพระพุทธศาสนา หมายถึง วิมุตติ ความหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส หลุดพ้นจากภพสาม คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ไปเสวยเอกันตบรมสุขในอายตนนิพพาน ส่วนสุขของพวกพรหมนั้น แม้จะยืนยาวสักเพียงไร เมื่อหมดกำลังฌาณเมื่อไหร่ ก็ต้องจุติลงมาเกิดในโลกนี้ใหม่อีก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผู้ที่ไปบังเกิดในพรหมโลก ยังไม่ได้หลุดพ้นจากอาสวะกิเลสอย่างแท้จริง นี่ก็เป็นความแตกต่างระหว่างโมกษะของพราหมณ์ และความหลุดพ้นของพระพุทธศาสนา
เมื่อกษัตริย์ทั้งสองพระองค์เห็นพ้องต้องกันแล้ว ก็สละพระราชสมบัติให้กับพระโอรสและพระมเหสี ออกผนวชเป็นดาบสอยู่ในป่าหิมพานต์ เมื่อครั้นเข้าป่าแล้ว ก็แยกกันไปบำเพ็ญสมณธรรม โดยให้เหตุผลตรงกันว่า
"การออกผนวชครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าไร้ความสามารถที่จะปกครองบ้านเมือง แต่ออกผนวชอย่างมีเป้าหมาย เราทั้งสองจึงไม่ควรอยู่ในที่เดียวกัน หากยังมัวหวาดกลัว หรือปฏิบัติธรรมอยู่ร่วมกัน การคลุกคลีด้วยหมู่ก็จะเกิดขึ้น และการผนวชในกาลครั้งนี้ก็จะไม่บรรลุเป้าหมาย ฉะนั้นควรแยกกันอยู่
...ส่วนในวันอุโบสถ ทุกกึ่งเดือน เราทั้งสองจึงค่อยมาเยี่ยมเยียน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ การบำเพ็ญสมณธรรม"
ต่อมาไม่นานก็มีความเห็นตรงกันอีกว่า
"พวกเราไม่ควรมาหากัน เพราะจะเสียเวลาการบำเพ็ญสมณธรรม เราเพียงแค่จุดไฟเป็นสัญญาณ เพื่อบอกถึงกันว่ายังมีชีวิตอยู่ทุกกึ่งเดือนก็พอแล้ว"
เมื่อปรึกษากันแล้ว พระดาบสทั้งสองก็ทำตามกติกาอย่างเคร่งครัดเรื่อยมา
ครั้นเวลาผ่านไป เวตทีปกะดาบสเกิดล้มป่วยแล้วละสังขารในที่สุด ด้วยอานุภาพของศีลพรตและสมณธรรมที่ได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ทำให้ได้บังเกิดเป็นเทพบุตรผู้มีสักใหญ่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ฉะนั้นเมื่อถึงกึ่งเดือน อันลกปะดาบสไม่เห็นแสงไฟ ก็ทราบว่าพระดาบสสหายรักได้ละสังขารเสียแล้ว
ฝ่ายเทพบุตรเวตทีปกะดาบสก็ได้ตรวจดูทิพยสมบัติของตัวเอง เมื่อเห็นแล้วก็ปลื้มปีติถึงทิพยสมบัติที่ตนได้ เพราะผลบุญจากการออกบวชเป็นดาบส ขณะเดียวกันได้ระลึกถึงพระดาบสสหายรัก จึงได้ตรวจดู ก็ได้เห็นว่ายังมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ จึงเนรมิตรกายเป็นคนหลงทางเดินเข้าไปหาอันลกปะดาบสผู้กำลังนั่งบำเพ็ญสมณธรรมตามลำพัง
เมื่ออันลกปะดาบสเห็นอาคันตุกะมาเยือน จึงถามว่า
"พ่อหนุ่ม ท่านมาจากไหน"
หนุ่มหลงทางตอบว่า
"พระคุณเจ้า กระผมได้หลงทาง หาทางออกไม่เจอ จึงได้เดินมาพบกับพระคุณเจ้านี่แหละ และพระคุณเจ้าอยู่รูปเดียวหรือครับ"
อันลกปะดาบสตอบด้วยความคิดถึงเพื่อนว่า
"เรามีดาบสสหายรักอยู่คนหนึ่ง เขาอยู่ที่ภูเขาลูกโน้น แต่เมื่อวันอุโบสถที่ผ่านมา เขาไม่ได้จุดไฟส่งสัญญาณให้เรารับรู้เลย สงสัยคงจะละสังขารแล้ว อาตมาคิดถึงเขามาก ไม่รู้ว่าไปบังเกิดที่ไหน"
ooooooooooooooooooo
เทพบุตรอดีตสหายรัก จะบอกความจริงให้ฟังหรือไม่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดติดตามต่อไปค่ะ
เนื้อเรื่องจากรายการธรรมะเพื่อประชาชน
ออกอากาศทางวิทยุ DMC
โดย พระราชภาวนาวิสุทธิ์