ทศชาติชาดก
เรื่องมโหสถบัณฑิต ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี
ตอนที่ 4
ท่านสิริวัฒกเศรษฐีได้เห็นอานุภาพของมโหสถกุมารบุตรชายของตนแล้ว เกิดความคิดขึ้นว่า
โอ ลูกของเราช่างมีบุญมากจริงหนอ ธรรมดาว่าผู้มีบุญญาธิการเช่นนี้ จะไม่เกิดมาเพียงลำพังผู้เดียว แต่จะต้องมีบริวารผู้มีบุญติดตามมาเป็นแน่
คิดดังนี้แล้ว จึงได้ใช้ให้ชนผู้เป็นบริวารไปเที่ยวสืบเสาะหาดู เพื่อให้แน่ใจว่า มีทารกคลอดในวันเดียวกันกับบุตรของตนบ้างหรือไม่
ในที่สุด เหล่าบริวารก็ได้กลับมารายงานว่ามีทารกถือกำเนิดในตระกูลของอนุเศรษฐีในวันเดียวกันถึง ๑ พันคนอย่างน่าอัศจรรย์
ท่านเศรษฐีได้ทราบดังนั้นก็ปลาบปลื้มใจยิ่งนัก คิดอยากจะได้กุมารเหล่านั้นมาเป็นเพื่อนเล่นกับมโหสถ จึงได้จัดส่งของกำนัลเป็นอาภรณ์และเครื่องประดับอย่างดีเลิศ ทั้งยังได้มอบนางนมให้ดูแลกุมารน้อยๆ เหล่านั้นอีกคนละนาง
มโหสถกุมารค่อยๆเจริญวัยขึ้นตามลำดับ โดยมีสหายกุมารพันคนรายล้อมรอบข้าง เป็นทั้งเพื่อนเล่นและบริวารติดตามไปทุกหนแห่ง
จวบจนอายุได้ ๗ ปี รูปร่างของมโหสถกุมารก็ยิ่งสมบูรณ์งดงาม ผิวพรรณเปล่งปลั่งประหนึ่งหล่อด้วยทองคำ แลดูสง่าผ่าเผยกว่ากุมารอื่นทั้งยังมีกำลังมากดุจช้างสาร
บัดนี้ มโหสถกุมารเป็นดุจมิ่งขวัญของชาวบ้าน เมื่อเอ่ยถึงมโหสถกุมารคราใด ผู้คนในหมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคามอันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระนคร ก็จะเกิดความบันเทิงหรรษา
มักจะกล่าวถึงด้วยความภาคภูมิใจดุจเดียวกันว่า
มโหสถกุมารของเรานี่น่ะ ช่างสง่างามเสียจริง ทั้งเฉลียวฉลาด และเก่งกาจสามารถ ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน
ทุกหนทุกแห่งใน ปาจีนยวมัชฌคาม (ปา-จีน-ยะ-วะ-มัด-ชะ-คาม) จึงตลบอบอวลไปด้วยเสียงสรรเสริญเกียรติคุณของมโหสถกุมาร ร่ำลือกันไปปากต่อปาก ระบือไกลไปทั่วทุกทิศ ไม่ว่าใครก็ตาม แม้เพียงได้แลเห็นกุมารน้อยเท่านั้น ที่จะไม่รักไม่เอ็นดูไม่เชิดชูมโหสถกุมารนั้นไม่มีเลย
วันหนึ่งขณะที่มโหสถกุมารกำลังวิ่งเล่นกับเหล่าสหาย ภายในสนามเด็กเล่นท่ามกลางหมู่บ้าน พลันมหาเมฆก็ตั้งเค้าทะมึน ไม่ช้าก็โปรยปรายละอองฝนลงมา สายฝนตกกระหน่ำถี่ขึ้นเป็นลำดับ จนเหล่ากุมารต้องรีบวิ่งหนีฝนกันอลหม่าน
ต่างยื้อแย่งหาที่หลบฝนภายใต้ร่มไม้ชายคา วิ่งชนกันและกันหกล้มหกลุกคุกคลาน เข่าแตก แข้งแตก เท้าบวม ได้รับลำบากเป็นอันมาก
และบ่อยครั้งที่บริเวณลานสนามที่กุมารวิ่งเล่นกันนั้น มักถูกช้างและสัตว์ใหญ่ทั้งหลายบุกเข้ามาทำลายจนเสียหายยับเยิน แม้ชาวบ้านชาวเมืองที่เดินทางผ่านไปมาในบริเวณนั้น ก็ต้องกรำแดดกรำฝน ไม่ได้รับความสะดวกสบายเลย
มโหสถกุมารเห็นความเป็นไปเช่นนั้น ก็ให้นึกสมเพชเวทนา จึงคิดที่จะสร้างศาลาใหญ่สักหลังหนึ่งเพื่อเป็นสถานที่พักหลบแดดหลบฝนของพวกตนและสหาย
อีกทั้งจะได้เป็นที่พักสำหรับบรรดานักบวช พ่อค้า คนเดินทาง และคนยากจนเข็ญใจที่แวะเวียนผ่านไปมา ให้ได้รับความสะดวกสบายตามสมควร
จึงได้แจ้งข่าวดีนี้แก่บรรดากุมารผู้เป็นสหายว่า
เพื่อนเอย พวกเราได้รับความลำบากมามากแล้ว ยามที่ฝนตกพวกเราก็เปียกปอน ยามที่แดดร้อนพวกเราก็ประดุจว่าถูกย่าง
...นับจากนี้ไปพวกเราจะไม่ลำบากอีกแล้ว เราจะสร้างศาลาขึ้นสักหลัง กะว่าจะให้ใหญ่พอไว้เป็นที่วิ่งเล่น เป็นที่นั่ง ที่นอนของพวกเราได้ เพื่อนๆ คิดว่าจะดีไหมละถ้าเราจะมีศาลาสักหลังหนึ่ง
เหล่ากุมารทั้งหลาย เมื่อได้ยินมโหสถกล่าวเช่นนั้นก็ดีใจพากันกล่าวเสริมว่า
โอ ถ้าได้อย่างนั้นก็ดีนะซิ เพื่อน แต่ว่าเราจะได้เงินจากที่ไหนมาสร้างล่ะ
มโหสถกุมารเอ่ยขึ้นว่า
เรื่องนั้นไม่หนักหนาอะไร ขอให้พวกเราทุกคนช่วยกันบริจาคทรัพย์คนละกหาปณะ ส่วนนอกจากนั้น หากว่าเงินยังไม่พอ เราก็จะออกทรัพย์เอง
ทุกคนต่างก็เห็นชอบด้วย จึงรับปากว่าจะช่วยกันออกเงินคนละหนึ่งกหาปณะ จึงได้ไปขอจากบิดามารดาของตน แล้วนำมามอบให้กับมโหสถด้วยความเต็มใจ
ครั้นรวบรวมทรัพย์ครบพันกหาปณะแล้ว มโหสถจึงได้เรียกนายช่างมาเจรจารับเหมาก่อสร้าง เมื่อได้ตกลงเรื่องค่าจ้างกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายช่างจึงเริ่มปรับพื้นดินให้เรียบเสมอ แล้วลงมือขึงเชือกเพื่อวัดระดับพื้นที่
มโหสถกุมารแม้อายุเพียง ๗ ขวบแต่เป็นผู้มีสติปัญญาเปี่ยมด้วยปฏิภาณ ได้สังเกตเห็นนายช่างขึงเชือกไม่ถูกแบบ ก็ตรงรี่เข้าไปใกล้ๆ เอ่ยขึ้นว่า นายช่าง ขอท่านจงหยุดก่อน ท่านขึงเชือกอย่างนี้ เห็นทีจะขึงผิดแบบเสียแล้ว
ธรรมดาว่าการงานที่เริ่มต้นด้วยความผิดพลาด งานที่ทำต่อๆ ไปก็มีแต่จะผิดพลาดตามไปด้วย ฉะนั้น ขอท่านจงช่วยกันขึงเชือกใหม่เถิด
นายช่างแม้ได้ยินคำทักท้วงอยู่เต็มสองหู แต่ก็หาได้ใส่ใจในคำพูดของมโหสถกุมาร ด้วยสำคัญว่าเป็นเพียงเด็กน้อย ทั้งหมดจึงยังคงก้มหน้าก้มตาขึงเชือกแบบเดิมของตนต่อไป
ooooooooooooooooooooooo
มโหสถกุมารเห็นว่านายช่างไม่สนใจในคำพูดของตนเลย เมื่อการณ์เป็นดังนั้นแล้วท่านจะทำอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป
เนื้อเรื่องจาก DMC Channel
Reference Link : http://www.dmc.tv