2007/Jun/02

สาเหตุที่พระพุทธศาสนาเสื่อมจากประเทศอินเดีย

เนื้อหาที่จะนำเสนอต่อไปนี้ ได้คัดลอกมาจากพระธรรมเทศนาของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) เทศน์ในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา โดยถ่ายทอดสดไปทั่วโลกผ่านช่องทีวี DMC

โดยส่วนตัวของข้าพเจ้าเอง อยากให้พุทธศาสนิกชนทุกท่านที่เปิดผ่านมาหน้านี้ได้อ่าน เพราะประวัติศาสตร์การเสื่อมของพระพุทธศาสนา มาเยือนถึงประเทศไทยแล้ว เขาปูลาดไปทุกส่วนทั่วประเทศมานานแล้วโดยที่คนไทยพุทธไม่รู้ตัว ตอนนี้เขากำลังเข้าไปเล่นบทบาทสำคัญอยู่ในส่วนของระดับพระราชวงศ์มหากษัตริย์ไทย และระดับการเมือง การปกครองของประเทศ หากเราไทยพุทธ ไม่ร่วมมือกัน ก็ไม่ทราบชะตาชีวิตอนาคตชาติไทยจะเป็นเช่นกัน

(โปรดใช้วิจารณญาณของท่านเองในการไตร่ตรองข้อมูลที่ข้าพเจ้าได้นำเสนอไปข้างต้น)

ส่วนท่านที่ได้อ่านหรือฟังแล้ว จะพิจารณาตามความเห็นชอบส่วนตัวอย่างไร ไม่ว่ากัน แต่บอกกล่าวกันได้เช่นเดิม ยินดีรับฟังทุกคำติชม

สามารถรับฟังเสียงสดๆ ของหลวงพ่อได้ โดยการกดปุ่ม play จ้า

(สำหรับท่านที่ใช้ internet ความเร็วสูง แนะนำให้ฟังค่ะ ได้อรรถรสอีกแบบหนึ่ง)

oooooooooooooooooooooo

เรามาศึกษาสาเหตุที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมจากอินเดียกันสักนิดว่าทำไมพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นที่ตรงนั้น ตั้งอยู่ที่ตรงนั้น แล้วเสื่อมสลาย และเพิ่งจะฟื้นฟูกลับไปใหม่ เป็นสิ่งที่ชาวพุทธในปัจจุบันต้องศึกษา ซึ่งมี ๒ สาเหตุหลักๆ ดังต่อไปนี้คือ

๑. สาเหตุภายใน

พระพุทธศาสนาภายหลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็มีคำสอนแทนพระองค์ และพระสงฆ์ก็รักษาเอาไว้ ทรงจำคำสอนเอาไว้ นำมาสอนตัวเอง และถ่ายทอดแก่ผู้อื่น เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาก็จะมีพระสงฆ์เป็นผู้นำ โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง

ในระยะแรกๆ ต้นศาสนา พระสงฆ์ที่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มีอยู่เป็นจำนวนมาก ปฏิบัติตนเป็นผู้นำ เป็นแบบอย่างแก่พระภิกษุสงฆ์อื่นในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา คือ ผู้หมดกิเลสแล้วเป็นผู้นำ

เป้าหมายการบวชในสมัยนั้น มีเพียงประการเดียวคือ บวชเพื่อมุ่งทำพระนิพพานให้แจ้ง มุ่งเอาพระนิพพานกันจริงๆ ให้ความสำคัญทั้งการศึกษาทั้งด้านทฤษฎีปริยัติ และก็ด้านปฏิบัติ ควบคู่กันไป นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เผยแผ่สั่งสอนประชาชนให้ปฏิบัติตามต่อไป พระพุทธศาสนาจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว คือศึกษา ฝึกฝน และก็สั่งสอน ศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า น้อมนำมาปฏิบัติ จนกระทั่งบรรลุธรรมแล้วก็สั่งสอนเผยแผ่ พุทธศาสนาจึงเจริญขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ต่อมาผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์นั้นมีจำนวนน้อยลง ในหมู่พระสงฆ์ก็มีทั้งผู้ที่มีใจรัก มีความเชี่ยวชาญทางด้านปริยัติ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านปฏิบัติ แต่เนื่องจากการศึกษาปริยัติเป็นสิ่งที่สามารถวัดภูมิความรู้ได้ว่าได้ศึกษามาถึงตรงไหน ถ้าเทียบกับปัจจุบันคือ มีเปรียญ หนึ่ง สอง สาม ถึง เก้า เป็นต้น

ในขณะที่ธรรมปฏิบัติเป็นสิ่งที่รู้เฉพาะตน เป็นของละเอียด วัดได้ยาก หมายถึง ผู้อื่นที่เรียนรู้ มองดูแล้ว องค์นี้บรรลุธรรมขั้นไหนแล้ว จะรู้ได้ก็เฉพาะท่าน แล้วท่านก็มิได้มาโอ้อวดบอกว่าได้บรรลุธรรมขั้นนั้น ขั้นนี้

ด้านปริยัตินี่ไม่ต้องบอกกล่าวก็พอจะเข้าใจได้ แต่ธรรมปฏิบัติมันยาก และพระสงฆ์ที่เชี่ยวชาญในด้านธรรมปฏิบัติ ในด้านการปฏิบัติธรรมก็มักจะมีใจโน้มเอียงไปในทางแสวงหาความสงัด สงบ วิเวก มักไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ อยากปลีกวิเวก ไม่ชอบการบริหารจัดการ เมื่อเป็นเช่นนี้ หลังจากกาลเวลาผ่านไป พระภิกษุสงฆ์ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านปริยัติ จึงมีมากขึ้น และอยู่รวมกันเป็นหนึ่ง จึงเป็นผู้ขึ้นมาบริหารคณะสงฆ์โดยปริยาย

เมื่อพระภิกษุรุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้นจึงจะมักได้รับการฝึกฝนอบรมได้ด้านพระปริยัติธรรมเป็นหลัก เพราะผู้บริหารเชี่ยวชาญด้านปริยัติธรรม จึงเน้นด้านนี้เป็นหลัก เอาที่ตนถนัด มีความชำนาญเข้าใจ จึงทำให้ธรรมปฏิบัติค่อยๆ ลดน้อยถอยลง

คล้ายๆ ยุคนี้นะ ละม้ายคล้ายคลึง เพราะการศึกษาปริยัตินี้จะต้องทุ่มเทเวลา ให้สิ่งเหล่านี้มันวนเวียนอยู่ในใจ ต้องคิดในด้านนี้ หัวข้อธรรมะ ต้องท่องจำ อะไรต่างๆ ต้องถ่ายทอด ศึกษาเรียนรู้ ชำนาญทางนี้ จึงถ่ายทอดทางนี้ ทำให้ส่วนของธรรมปฏิบัติค่อยๆ ลดน้อยถอยลง

ต่อมาเมื่อศึกษาเรื่องทฤษฎี หรือด้านปริยัติมากเข้า แต่ไม่ปฏิบัติ ก็จะมีพระภิกษุที่เป็นนักคิด นักทฤษฎีจำนวนหนึ่งเกิดขึ้น แล้วก็ตั้งแต่สมัยพุทธกาลเรื่อยมาก็มีต่างศาสนิกเกิดอยู่แล้ว ปริพาชกต่างๆ ยิ่งหลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพาน ก็ยิ่งมีมากมายเลยที่เกิดขึ้น มีความเห็นแตกต่างกันไป มีเทวนิยมเกิดขึ้น ในสมัยพระพุทธเจ้าก็มี แต่ว่าสู้ดวงปัญญาของท่านไม่ได้ แต่พอท่านดับขันธปรินิพพานไปแล้ว พระอรหันต์น้อยลงไป เหลือแต่นักคิด ที่ไม่ใช่นักปฏิบัติ เวลาโต้วาทะกันกับนักปรัชญาของศาสนาอื่น ก็ผลัดกันแพ้บ้าง ชนะบ้าง และเมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับอภิปรัชญาคือ เรื่องไม่ควรจะเอาไปคิด เช่นโลกนี้โลกหน้ามีจริงหรือไม่ จิตมีการรับรู้ได้อย่างไร เอาคำถามนี้ซึ่งจะตอบได้เฉพาะผู้ปฏิบัติจะยืนยันได้ แต่นักคิดนักทฤษฎีนั้นไม่ได้ปฏิบัติ ก็ไม่กล้ายืนยัน ก็ว่ามีมั้ง มันต้องน่าจะมี เพราะมีบันทึกเอาไว้ว่าโลกนี้โลกหน้าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อะไรต่างๆ ก็ว่ากันไปตามทฤษฎี ก็ไม่ทำให้เกิดความมั่นใจสำหรับผู้ฟังเลย จะโต้แย้งกันอย่างนี้อยู่ตลอด แล้วก็มีแนวคิดของพระนักทฤษฎีสำนักต่างๆ มากขึ้น คล้ายๆ สมัยปัจจุบันนี้ มีนักคิดเกิดขึ้นมามากมาย แล้วก็แฟนใครแฟนมัน มีหมู่มีพวก มีพรรคมีพวก ใครที่มีรสนิยมเดียวกันก็เข้าไปอยู่พวกเดียวกัน

เมื่อมีนักคิดที่เป็นพระนักทฤษฎีเกิดขึ้น สำนักต่างๆ เกิดขึ้น ก็เกิดความขัดแย้งในหมู่ชาวพุทธ ชาวพุทธจึงสับสนไม่รู้จะไปเชื่อตรงไหน จะปฏิบัติตามใคร เพราะแต่ละสำนักก็ยืนยันว่าของตนเป็นที่หนึ่ง แน่จริงๆ แล้วบางทีก็มีการเกทับกัน เพื่อรักษาศาสนิกเอาไว้ เพราะศาสนิกนั้นหมายถึงลาภสักการะ ชื่อเสียงของตน เพื่อความคงอยู่ปลอดภัยในชีวิตของตน จึงเกิดความขัดแย้งในหมู่ชาวพุทธ

อีกทั้งพระพุทธศาสนาที่จริงนั้นเรื่องมันยากอยู่แล้ว ก็ไปทำเรื่องให้ยากขึ้น แทนที่จะทำสิ่งที่ยากให้มันง่าย จึงกลายเป็นศาสนาที่มีคำสอนสลับซับซ้อน เรียนรู้ยาก คนเรียนก็ท้อ เข้าวัดแล้วมึน เพราะฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้พระพูดเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นทำให้พระพุทธศาสนากลายเป็นศาสนาของพระภิกษุเท่านั้น ผูกขาดโดยพุทธบุตร ชาวบ้านไม่เกี่ยว ไม่รู้พระเทศน์อะไร เราจึงเข้าไปแค่ถวายทาน แล้วก็นิมนต์ท่านสวดดีกว่า สวดไปก็ไม่รู้เรื่อง ฉะนั้นสวดไปก็ไม่ฟังด้วย แต่เผื่อเหนียวไว้ เผื่อบุญเกิดขึ้นกับตัวเมื่อละโลกไปแล้ว แต่ก็ฟังไว้อย่างนั้นจะชอบตอนถวายทาน พอพระสวดเสร็จจะได้รีบกลับบ้าน เพราะฟังไม่รู้เรื่อง แต่บุญคงจะเกิดขึ้นมั้ง

อีกส่วนหนึ่งจะเป็นชาวพุทธที่เป็นโดยในนาม คือเกิดในครอบครัวของชาวพุทธ แต่ก็ไม่ได้ศึกษาพุทธประวัติ ว่าพระพุทธเจ้ามีความเป็นมาอย่างไร ท่านสอนเรื่องอะไรบ้าง และผู้ปฏิบัติตามคำสอนของท่านได้ผลเป็นอย่างไร มีบ้างไหม ก็จะเข้าวัดทำบุญตามกาล ทอดกฐินบ้าง ผ้าป่าบ้าง ตามเทศกาล หรือบางทีก็หาเรื่องไปจัดงานมวยในวัดบ้าง หรือรำวงอะไรต่างๆ ในวัดมากมาย มวยนี่ไม่ควรจัดเลย มาเปลี่ยนวัดเป็นสนามมวย หรือเปลี่ยนวัดเป็นวิกบ้าง เอาการเล่นอะไรต่างๆ เข้ามา ก็ไม่ได้ศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง

อีกสาเหตุหนึ่ง ก็จะมีพระภิกษุอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มนี้น่าศึกษา เพราะได้หันไปปฏิบัติตามใจชาวบ้าน แทนที่จะสอนชาวบ้าน แต่ตามใจ คล้อยตามชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านต้องการพึ่งพาอำนาจลึกลับ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะมันง่ายดี ถ้าพัฒนาตัวเองตามคำสอนมันช้า ถ้ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป่าพ่วง เสกเลยนี่ มันจะเร็วหน่อย ต้องการอย่างนั้นน่ะ จึงมีการเล่นเครื่องรางของขลังเวทย์มนต์ต่างๆ ก็ทำให้วัตรปฏิบัติของภิกษุกลุ่มนั้นย่อหย่อนลงไป ชาวบ้านก็ได้รับความหลงงมงาย เพราะว่าการจะตามใจชาวบ้าน จะปลุกเสกเครื่องรางต่างๆ ก็ต้องยกตำนานขึ้นมา ยิ่งตำนานๆ ก็ยิ่งเหนียว ก็จะมีเรื่องราวอะไรต่างๆ เยอะแยะ อาจารย์นี้เก่ง หรือของนี้ขลังก็จะเกิดขึ้น ซึ่งเครื่องรางของคลังเหล่านี้เป็นของพวกวิทยาธร เวทย์มนต์คาถาอะไรต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น แล้วก็มีนิทาน นิยายเป็นตุเป็นตะ จริงบ้างไม่จริงบ้าง ทีนี้ ถ้าไปผูกพันกับสายวิทยาธรนี่ ถ้าบุญก็ทำ แล้วก็ผูกพันกับสายวิทยาธรด้วย กุมารทอง กุมารีทอง กุมารีเงิน อะไรต่างๆ เหล่านี้ นำมนต์ หมอดู สารพัด เล่นของขลัง ถ้าบุญก็ทำบ้าง แต่ก็ผูกพันกับสิ่งเหล่านี้ ไปสูงที่สุดอย่างมาก็ป่าหิมพานต์ ไปอยู่สายวิทยาธร แต่ถ้าหากไม่ค่อยได้ทำ ก็จะอยู่สายภุมเทวา สิงๆ ทรงๆ เสกๆ เป่าๆ ว่ากันไป หรือถ้าวิบากกรรมส่งผลก็ไปอบาย ก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้ แทนที่จะเปิดประตูสวรรค์ให้ชาวบ้าน ก็ปิดประตูสวรรค์เปิดประตูอบาย หรือเปิดความหลงงมงาย แทนที่จะเปิดดวงปัญญา

นี่เป็นข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุอีกกลุ่ม อย่างย่อๆ นี่คือเหตุที่เกิดขึ้นในอินเดียสมัยก่อน แดนพุทธภูมิที่เราจะต้องศึกษาเอาไว้ หากว่ามันจะมาเกิดในพระพุทธศาสนาในบ้านเมืองของเรา เราจะได้ช่วยกันป้องกันเอาไว้ นี่เราต้องศึกษากันให้ดี

แต่ก่อนคนเรานั้นโง่ แต่นี่เราเรียนหนังสือแล้ว อย่าให้เราโง่กว่าแต่ก่อน นี่เป็นสิ่งสำคัญเลยทีเดียว นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พอสรุปสาเหตุภายในที่เกิดขึ้น คือ

1. แนวคิดทฤษฎีของนักปริยัติที่ทะเลาะเบาะแว้งกันไม่จบสิ้น ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่จบ กำลังจะประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแล้ว มีนักคิดเกิดขึ้น จะชวนให้ปฏิบัติก็ไม่เอา พูดด้วยเหตุผลก็ไม่อยากจะเข้าใจ คือคนฟันธงเอาไว้ โดยมีธงว่าไม่อยากเข้าใจ แม้พูดด้วยเหตุด้วยผล ความเข้าใจก็ไม่เข้าไปในใจ เพราะไม่อยากจะเข้าใจอยู่แล้ว แม้เหตุผลจะดีแค่ไหนก็ไม่ได้เรื่อง

2. พระภิกษุตามใจชาวบ้าน หันมาใช้เครื่องรางของขลัง เวทย์มนต์อะไรต่างๆ มีเทวดาที่นั่นที่นี่ ตามพระสถูปเจดีย์ ซึ่งแค่เป็นภุมเทวาเท่านั้น ซึ่งคืออดีตมนุษย์ที่บุญก็ไม่ค่อยทำ กรรมก็ไม่ค่อยสร้าง บุญไม่มากเพียงพอไปสวรรค์ บาปไม่มากเพียงพอไปนรก ก็ถูกหัวหน้าเขตใช้ให้ไปอยู่ตรงนั้น หัวหน้าเขตก็มีบุญมากกว่าหน่อย อะไรแบบนี้ สั่งให้ไปอยู่ เพราะตามใจชาวบ้าน และหวังลาภสักการะ อันนี้กำลังพูดถึงอดีตนะ ไม่ได้เกี่ยวกับปัจจุบัน

พระภิกษุตามใจชาวบ้านหันมาใช้เครื่องรางของขลังเวทมนต์คาถา ในขณะที่ธรรมปฏิบัติอันเป็นหัวใจของศาสนากลับถูกปล่อยปละละเลยไป ก็ทำให้พระพุทธศาสนาในอินเดียอ่อนแอลง คือ ไม่ล่มสลาย แต่อยู่ในระดับอ่อนแอลง คือร่างกายเราที่แข็งแรง แต่เราเอาเชื้อโรคมาไว้ในร่างกาย ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เจ้าชู้ การพนัน นั่งอยู่ได้นานๆ ทีเดียว โรคภัยไข้เจ็บก็เข้ามา มันก็อ่อนแอ จากแข็งแรง ก็ปวกเปียกลง

๒. สาเหตุภายนอก

เมื่อพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ก็ทำให้ศาสนาดั้งเดิมคือศาสนาพราหมณ์ก็สูญเสียศาสนิก การสูญเสียศาสนิกก็คือ การสูญเสียลาภสักการะ การยอมรับ อะไรต่างๆ จึงเฝ้าโจมตีพระพุทธศาสนาอยู่ตลอดเวลา แต่หากว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ละก็ตีไม่ลง แม้คงจะตี แต่ตีไม่ลง พยายามอยู่เรื่อย

พอพระอรหันต์หมดไป ผู้รักการปฏิบัติปลีกวิเวก ผู้รักทฤษฎีปริยัติที่เริ่มมีแนวคิดแตกต่างขัดแย้งกันเองก็เจอต่างศาสนิกซึ่งพยายามหยิบยกเอาคำสอนของพระพุทธศาสนา เมื่อไหนๆ สู้ด้วยเหตุด้วยผลไม่ได้ เราก็กลมกลืนกันเลยดีกว่า ก็ไปดัดแปลงเป็นคำสอนของตนบ้าง ดูดซับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรับเปลี่ยน เปลี่ยนสูตร ไปดูดซับคำสอนเทวนิยม ปน พระพุทธศาสนา ฉะนั้นจะเห็นว่าคำสอนในบางความเชื่อ สอนเหมือนกันเลย กับพระสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดมาก่อนห้าร้อยกว่าปีบ้าง พันปีบ้าง แต่ก็เอายังดี เพียงแต่ไม่อ้างอิงที่มาว่ามาจากไหน ก็ไม่เป็นไร

ทีนี้ พอมาดัดแปลงคำสอนก็ยังไม่พอ เนื่องจากว่าจะให้สมเหตุสมผลต้องมีเทพเจ้าขึ้น ก็เลยเพิ่มเพื่อความสมานฉันท์กัน ก็จะมีเทพเจ้าเพิ่มขึ้นเยอะแยะเลย ก็เพิ่มเทพเจ้าองค์ที่ตนนับถืออยู่ องค์นั้น องค์นี้บ้าง แล้วแต่ใครจะมีความมั่นใจ ถ้าเชื่ออย่างนี้ นิทานอย่างนี้ ฟังแล้วเข้าท่าดี ก็จะมีสมาชิกเข้าไปนับถือตรงนี้ ไหว้กระทั่งงู ลิง วัว เพราะไหว้เทพเจ้านั้นไม่เพียงพอ เพราะยังดับทุกข์ตัวไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันก็ยังมี จนกลายเป็นอีกศาสนาหนึ่ง ฉะนั้นวิธีการกลืนศาสนาพุทธให้เป็นอย่างอื่นดูกลมกลืนนี่ โดยผู้ที่นับถือพระเจ้าหลายองค์ มีเทพเจ้าหลายองค์ให้ศาสนิกของตนเลือก คือมีให้เลือก แล้วแต่จะเลือก อย่างไรก็ได้ แต่ขอให้อยู่ในศาสนานี้ก็แล้วกัน จะสองมี สี่มือ หลายมือ หรือพันมือ มีอาวุธก็แล้วแต่ ก็ว่ากันไป

พอสรุปได้ว่ามีสี่วิธี ที่มีหลายเทพเจ้า

1. แต่งเรื่องให้พระพุทธเจ้าเป็นอวตารปางหนึ่งของเทพเจ้าที่ตัวนับถือ ว่าแบ่งภาคลงมาเกิด ตอนแรกๆ คนในยุคนั้นก็รู้ว่าแต่ง แต่พอลูกหลานเหลนโหลนต่อๆ มา เขานึกว่าเรื่องจริง เหมือนไซอิ๋ว เรื่องจริงอิงนิยาย พอไปนานๆ เข้านิยายหายไป คนภายหลังห้าร้อยปีผ่านมานึกว่าเรื่องจริง

2. อธิบายหลักธรรมในพระพุทธศาสนาให้เหมือนกันกับศาสนาที่ตนนับถือ อธิบายหลักธรรมให้คล้อยตามลงมา

3. ลอกเลียนหลักธรรมในพระพุทธศาสนาให้มาเป็นศาสนาของตน เช่นแต่เดิม สัตบุรุษในศาสนาของตนไม่เคยมี ผ้าป่าอย่างนี้ แต่เดิมไม่เคยมี ตอนนี้ก็มี ชาวพุทธเราก็เป็นประเภทหยวนๆ เขาทำความดีก็ไม่ว่าอะไร อีกหน่อยคงจะมีกฐิน แน่ๆ เลย แต่ว่าจะอธิบายในแนวของศาสนาที่ตนนับถือ และก็เผยแผ่ศาสนานี้ในลักษณะตรงกันกับศาสนาพุทธ

4. เมื่อเป็นอย่างนี้เข้า ศาสนิกก็สับสน ก็นึกว่าเป็นอย่างนี้ก็ได้นี่ ดีมีพระเจ้าหลายองค์ ก็นับถือมากเข้า พอมากเข้า ศาสนิกนี่เป็นผู้สร้างศาสนสถาน จึงเข้าไปยึดครองพุทธสถาน พอตอนนี้ศาสนิกเริ่มมีปนเทวนิยมแล้ว แล้วก็ดัดแปลงพุทธสถานให้เป็นศาสนสถานของศาสนาใหม่

อีกประการหนึ่ง เหตุที่กระทบใหญ่คือ เมื่อ พ.ศ.1600 ที่อินเดีย มีกองทัพของศาสนิกที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวมาลุยกับศาสนาที่นับถือพระเจ้าหลายองค์ องค์เดียวนี่ร้ายกว่าหลายองค์ ไม่นับถือนี่ตาย ศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวก็บุกเข้ายึดอินเดียไล่มาทางตอนเหนือและก็ประกาศทำลายล้างพระพุทธศาสนา เมื่อพบปูชนียสถาน โบราณวัตถุของพระพุทธศาสนาอื่นใดที่ใด ก็ใช้ศาสตราวุธเป็นเครื่องทำลายล้างวัตถุนั้น เพราะฉะนั้นโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ สังฆารามพระพุทธศาสนาก็ถูกทำลายไปด้วย โดยเฉพาะกองทัพที่มาใหม่ ที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวนี่ มีอคติเป็นพิเศษต่อพระภิกษุ จึงพากันเผาวัดทุกวัดราบเป็นหน้ากอง ฆ่าพระจนเลือดแดงฉานนองแผ่นดิน แล้วก็มีการให้รางวัลแก่ผู้ที่ตัดศีรษะของพระภิกษุมาส่งให้ ให้ฆ่าหัว

พระภิกษุสงฆ์จึงต้องลาสิกขา มิเช่นนั้นต้องหลบหนีไปอยู่ที่อื่น เพราะเจอกองทัพนักรบที่มีพระเจ้าองค์เดียวนี้มีอคติเป็นพิเศษต่อพระภิกษุ รังเกียจพระ ถ้าเจอพระจะบ้วนน้ำลายบ้าง ขว้างปาบ้าง อะไรต่างๆ ทำร้าย ทำลายบ้าง สถูป เจดีย์อะไรต่างๆ ก็ถูกทำลายไป บ้างก็ถูกขโมยอิฐไปสร้างเป็บ้านบ้าง ไปทำถนนบ้าง พระพุทธรูปก็ถูกไฟเผาบ้าง ทำลายบ้าง และไม่ใช่การทำลายครั้งเดียว แต่เป็นการทำลายที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน บางแห่งทำลายไม่ได้ก็เอาดินไปถมกลบไปเลย ปลูกต้นไม้ทับไว้ แล้วก็ศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวพากันเข้าใจผิดว่ามหาวิทยาลัยนาลันทาคือป้อมปราการของชาวพุทธ คือเจตนาที่จะเข้าใจผิดอยู่แล้ว จึงได้เข่นฆ่าพระภิกษุทุกรูปในวัด โดยส่วนหนึ่งเข้าใจว่าพระภิกษุคือทหาร อีกส่วนหนึ่งว่า ถ้าเป็นพระต้องฆ่า

นี่คือ สองสาเหตุหลัก คือ ภัยภายใน กับ ภัยภายนอก

1. ภัยภายใน คือ พุทธบริษัทสี่เอง

2. ภัยภายนอก คือ ผู้ที่ไม่ได้นับถือพระรัตนตรัย

ทั้งหมดนี่คือบทเรียนที่เราจะต้องศึกษาว่าพระพุทธศาสนาล่มสลายจากอินเดียเพราะเหตุใด ทั้งๆ ที่เป็นแดนพุทธภูมิ ก็พอจะสรุปได้ว่า ความมั่นคงของพระพุทธศาสนาจะต้องประกอบด้วยปัจจัยที่สำคัญ คือ ชาวพุทธต้องเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ต้องศึกษาความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่ศึกษาพุทธประวัติ ว่าท่านสอนไว้อย่างไร และเป็นพระสาวกควรจะปฏิบัติตนอย่างไร ให้มีความรู้ความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง อย่างน้อยก็ต้องมีปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวท เทศนา ในยุคนี้ก็ภาษาต่างประเทศ ปริยัติ ปฏิบัติ เรียนภาคทฤษฎีแล้วนำมาปฏิบัติ ปฏิเวท ก็มีผลประสบการณ์ภายใน แล้วก็เทศนาสั่งสอน อย่าหวงความรู้ไว้ เทศนา แล้วก็ภาษาต่างประเทศ เพื่อที่จะให้ภาษานี้เปรียบประดุจน้ำ ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปรียบประดุจปลาที่ว่ายไปในน้ำได้ โดยเอาแผนที่โลกมาดู และเรารักตรงไหน หมู่ญาติเราอยู่ประเทศไหน และก็ศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศนั้นๆ แล้วจึงถ่ายทอดธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปได้อย่างง่ายได้ จะได้เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก โดยเฉพาะประเทศนั้น และปัจจัยที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งคือ ชาวพุทธจะต้องมีความสามัคคีกัน เว้นจากการให้ร้ายกัน พระพุทธศาสนาจึงจะมั่นคงอยู่ได้อย่างแท้จริง นี่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องศึกษาเรียนรู้กัน แล้วก็ไปทบทวนดู อันนี้เป็นข้อมูลคร่าวๆ ก็ต้องไปศึกษารายละเอียดกันต่อไป

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
มันเป็นเรื่องของยุคเสื่อม พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้หมดแล้วว่า
ในอนาคตศาสนาของพระองค์จะเป็นอย่างไรบ้าง
และถ้าคนชนใดขาดศาสนาและคำธรรมสอนแล้ว
ชนเหล่านั้นก็จะเข่นฆ่ากัน และคนที่จิตไม่ปรกติก็จะมากขึ้นๆ
ตอนนีั้ก็เลยอายุของพระพุทธศาสนามาแล้วกว่ากึ่งหนึ่งคือ
2550ปี เลยมาแล้ว 50 ปียังเสื่อมกันได้ถึงขนาดนี้
อีกหน่อยเราคงจะได้เห็นกันว่า พระพุทธศาสนากลายเป็นเพียง
ศาสนาหนึ่งในตำนานกระมั้ง ถึงจะไปกำหนดให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
ก็ใช่ว่าเราจะหลีกหนีจากการดับสูญของพุทธศาสนาไปได้
เพราะแค่ตอนนี้ก็เป็นศาสนาพราหมณ์ไปหมดแล้ว

ดังนั้นเร่งกันศึกษาพระธรรมของพระพุทธองค์
เพื่อเป็นเกราะคุ้มภัยตัวของเรา และพระพุทธศาสนา
เพราะการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์
เปรียบเสมือนขุมทรัพที่เราฝังไว้ดีแล้ว ใครก็มิอาจแย่งไปได้

เราจะช่วยกัยยื้อ หรือช่วยกันทำลายศาสนาพุทธ
ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราศึกษาปฏิบัติธรรมกันไปมากน้อยเพียงใดเท่านั้นเอง...
เห็นด้วยกับข้างบนค่ะ บางทีคำสอนที่เป็นแก่นของพุทธศาสนาก็บิดเบือนไปมาก ยึดติดกับพุทธวัตถุโดยละเลยคำสอนไป ทำให้เกิดความงมงายมากขึ้นๆ
ตอนนี้ประเทศวุ่นวายมากเลย เหนื่อย
#2  by  ป้าแดง underground At 2007-06-02 11:30, 
จะยังไงคำสอนของพระพุทธองค์ คือสิ่งที่เราต้องยึดมั่นปฏิบัติ
ภาวนาอย่าให้เหลวเหลกกว่าที่เป็นอยู่
#3  by  「4GLORY」 At 2007-06-02 12:09, 
ขออย่าให้เมืองไทยต้องมาเป็นแบบนี้ อยากให้คนไทยใช้หลักการทางพระพุทธศาสนามาเตือนตัวเอง..
สมัยนี้ งมงายแต่ไม่ศรัทธาด้วยสติและปัญญา
#4  by  ย้งยี้ At 2007-06-02 19:38, 
ถ้ายังมีคนรู้หลักพุทธอย่างเราๆท่านๆอยู่ก็ยังไม่ถึงกับเสื่อมหรอกครับ
ถ้าเสื่อมของจริง ต้องไม่รู้หลัก ไม่เข้าใจกันมากๆ
ถึงจะเรียกว่าเสื่อม ตอนนี้ยังห่างไกลนัก
#5  by  Demigod At 2007-06-03 01:02, 
อ่านดูเหมือนวิเคราะห์โซวอสเลยนะค่ะ
เราว่านะศาสนาไปต่ำหรอคก่ะ
แต่ว่าจิตใจของคนนะมันต่ำลงไปทุกวัน
ศาลานาก็คือคำสอนต่างๆๆ ที่เราเอามาปฏิบัติ แต่ถ้าว่าคนเราเอาคำสอนของท่านมาหมดหรือเปล่าเท่านั้นเอง
บางคนเติมนิดแถมหน่อยแล้วแต่ใจจะคิดแต่ถ้าว่ามันไม่ถูกต้องตามที่ท่านได้กำหนดขึ้นไว้ตามบทบัญญัติของท่าน
ถ้าจะคุยเรื่องนี้นะเราว่ามันยาวมากเลย
เรื่องของศาสนานะเราว่าเราก็เรียนมามากวากนะ
แต่ว่าเราเรียนทางปฏิบัติไม่ใช่ปฏิญัตินะค่ะ
#6  by  jasminey At 2007-06-03 14:59, 
คิดแล้วก็น่าใจหาย ที่เห็นที่เป็นอยู่ จากอดีตจนปัจจุบัน เห็นกันได้อย่างชัดเจนในเรื่องความแตกต่างในศาสนาในโลก รู้แต่เอ่ยลำบาก น่าสงสารอนาคตของมนุษยชาติจริงๆครับ
#7  by  देवता At 2007-06-04 14:49, 
เหตุผลของความเสื่อมก็สรุปได้ดีนะครับ แต่ก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละคนที่จะคิดกันต่อไปว่าจริงแท้เท็จจริงอย่างไร

เป็นไงมั่งครับสบายดีหรือเปล่าไม่ได้เข้ามาเยี่ยมซะนานน่ะครับ ติดงานเยอะมาก
#8  by  นายฉิม At 2007-06-06 16:38, 
ความเสื่อมเป็นวัฏจักรของจักรวาล

แต่ความจริงหรือพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้จะคงอยู่สืบไป ตราบเท่าที่วัฏสังสารนี้ยังคงหมุนวนตราบชั่วกาลนาน...
#9  by  = ต้น = At 2007-06-10 02:43, 

<< Home


ชิงช้าโบราณ
View full profile