มุทุลักขณชาดก
ยอดหญิงอย่างนี้จะมีที่ไหน
ตอนที่ 2
จากตอนที่แล้ว เริ่มต้นจากชายหนุ่มผู้หนึ่งได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเกิดศรัทธาจึงขอบรรพชาอุปสมบทถวายชีวิตในพระศาสนา เมื่อออกบวชแล้วก็ตั้งใจปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และไม่ว่างเว้นจากการเจริญภาวนา และคอยสำรวมกายอยู่ตลอดเวลา
อยู่มาวันหนึ่งขณะออกไปบิณฑบาต บังเอิญเดินสวนทางกับสตรีงามคนหนึ่ง โดยท่านไม่ทันได้สำรวมจักษุเผลอไปจ้องมองนางเข้าจึงทำให้กามราคะกำเริบขึ้น จากนั้นก็ไม่มีจิตใจทำอะไร นึกนิมิตเมื่อใดก็มีแต่ภาพผู้หญิงนางนั้นปรากฎเสมอ ได้ปล่อยให้ร่างกายของตนสกปรก เพราะไม่มีจิตใจจะดูแล และรู้สึกไม่มีความยินดีในพระศาสนาเลย อยากจะสึกอย่างเดียว เมื่อเพื่อนสหธรรมิกสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง และได้ไต่ถามจนทราบมูลเหตุแล้ว จึงพาพระภิกษุนั้นเข้าไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงไตร่ถามความจริงจากภิกษุรูปนั้น โดยพระภิกษุรูปนั้นก็กล้ารับผิด และเล่าความจริงทั้งหมดให้พระองค์ทราบ พระบรมศาสดาจึงตรัสปลอบว่า การที่ภิกษุมองในสิ่งที่ไม่ควรมอง แล้วทำให้กามกำเริบนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แม้ในครั้งก่อน พระโพธิสัตว์เองก็เคยเผลอมองสตรีจนเสื่อมจากฌาณมาแล้ว แล้วก็ทรงเล่าเรื่องในอดีตชาติของพระองค์ให้ฟัง
oooooooooooooooooooooooo
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ ซึ่งรำรวยทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลอยู่ในแคว้นกาสี ครั้นเรียนจบศิลปะวิทยาการทุกอย่างในสมัยนั้นหมดแล้ว จึงตั้งใจละกามเสีย แล้วไปบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าใหญ่ ตั้งใจฝึกสมาธิด้วยวิธีเพ่งกสิณ จนกระทั่งสำเร็จฌาณสมาบัติ และอภิญญา พำนักอยู่ในป่าหิมพานต์ด้วยความสงบสุขตลอดมา
ครั้งหนึ่งท่านออกมาจากป่าหิมพานต์ มุ่งตรงไปยังกรุงพาราณสี เพื่อบิณฑบาตอาหารที่มีประโยชน์ บำรุงร่างกาย เช่น มีเกลือแร่ มีวิตามิน มีรสเค็ม รสเปรี้ยว ฯลฯ ครั้นบรรลุถึงกรุงพาราณสีแล้ว ก็พำนักอยู่ใกล้พระราชอุทยาน
ตรงนี้อาจมีคำถามว่า ผู้ที่บรรลุฌาณอภิญญาแล้ว ทำไมต้องเข้าเมืองมาบิณฑบาต เป็นเพราะเห็นแก่กินหรืออย่างไร หรือทำไมต้องมาหาโภชนะมีรสเค็ม รสเปรี้ยวบริโภคด้วย เรื่องนี้ก็มีเหตุผล 2 ประการเป็นอย่างน้อย
ประการที่ 1 เพราะว่าในป่าหิมพานต์ พอถึงฤดูฝน ฝนจะตกไม่หยุด อากาศเย็นชื้นตลอดฤดู ใครเข้าไปอาศัยย่อมได้รับความลำบากมาก และเป็นเหตุให้เจ็บป่วยได้ง่าย
สภาพแบบนี้ อย่าว่าแต่ป่าหิมพานต์เลย แม้แต่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของหลวงพ่อสมัยเมื่อ 70 ปีก่อน สภาพเมืองกาญจนบุรียังเป็นป่าดงดิบอยู่ ถ้าใครขึ้นไปแถวๆ อำเภอไทรโยค แม้จะเป็นฤดูแล้ง เดือน 4 เดือน 5 แต่พอถึงเวลาราวๆ4 โมงเย็น อากาศจะเย็นเยือกหนาวสะท้าน ประมาณ 6 โมงเย็นเท่านั้น น้ำค้างหยดเผาะๆ ทีเดียว นี่แค่ป่าเมืองกาญจนฯนะ ไม่ใช่ป่าหิมพานต์ยังขนาดนี้ ถ้าเป็นป่าหิมพานต์คิดถูเถอะจะสาหัสขนาดไหน
ประการที่ 2 พวกฤาษีในป่าใหญ่ กินแต่ผลไม้ อยู่ไปนานๆ เข้า ร่างกายก็จะขาดเกลือแร่ ถึงเวลาจึงต้องเข้าเมือง เพื่อบิณฑบาตอาหารในเมืองรับประทาน เพื่อให้ร่างกายได้รับเกลือแร่บ้าง ไม่อย่างนั้นโรคภัยไข้เจ็บจะรบกวน
เมื่อปีที่แล้วหลวงพ่อขึ้นไปเยี่ยมวัดจีนบนภูเขาเหอเหมยซัน พบว่าทั้งที่เป็นหน้าแล้ง บนยอดเขานั้นกลับมีเมฆหมอกคลุมทั้งวัน เหมือนตกอยู่ในทะเลหมอกทะเลเมฆ แต่ว่าหลวงจีนท่านก็อุตส่าห์ไปสร้างวัดอยู่บนยอดเขา เราเองก็อุตส่าห์ไปเยี่ยมท่าน เรียกว่าใจถึงพอกัน
บนยอดเขานั้น ท่านสร้างเจดีย์ใหญ่ แล้วหล่อรูปพระโพธิสัตว์ทรงช้างไว้ น้ำหนักรวมกันตั้งหลายสิบตัน ถ้าหล่อข้างล่างแล้วแบกขึ้นไปคงทุกลักทุเลน่าดู เราเองแค่เดินตัวเปล่าขึ้นไปยังเหนื่อยแทบขาดใจ แล้วถ้าไปหล่อข้างบน สภาพที่เมฆหมอกคลุม หนาวเย็นทั้งปี ไม่ทราบว่าท่านทำอย่างไรจึงสามารถไปหลอมโลหะจำนวนมหาศาลบนยอดเขาได้ ถ้าไม่เรียกว่าฝีมือชั้นเซียนสร้าง ก็ต้องบอกว่ามีเซียนมาช่วยสร้าง
หลวงพ่อสังเกตเห็นพระภิกษุซึ่งอยู่ที่นั่น ผิวซีดเซียวหมด แสดงว่าทุกๆ รูปขาดแร่ธาตุ ขาดวิตามินจากอาหาร มิหนำซ้ำร่างกายยังไม่ค่อยได้รับแสงแดดอีกด้วย พวกฤาษีชีไพรในป่าหิมพานต์ก็คงตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกันนี้ ท่านจึงต้องเข้ามาบิณฑบาตในเมืองเป็นครั้งคราว
พระฤาษีรูปนั้นออกมาจากป่าหิมพานต์ ครั้นบรรลุถึงกรุงพาราณสีแล้ว ก็พำนักอยู่ในพระราชอุทยาน รุ่งเช้า หลังจากกระทำสรีรกิจ คือ ล้างหน้าล้างตา สรงน้ำทำความสะอาดร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นุ่งผ้าเปลือกไม้ ห่มหนังเสือเฉวียงบ่า เกล้าผมเป็นทรงสูง แล้วออกไปบิณฑบาตในกรุงพาราณสี
ครั้นเดินบิณฑบาตไปจนกระทั่งถึงประตูพระราชนิเวศน์ พระราชาซึ่งประทับอยู่บนปราสาทได้ทอดพระเนตรลงมาเห็นฤาษี รูปร่างดี มีผิวพรรณวรรณะผุดผ่อง กิริยาละมุนละไม ก็ทรงเลื่อมใส เพราะอิริยาบถของท่านทำให้มั่นพระทัยว่า นี่ไม่ใช่ฤาษีธรรมดา ต้องเป็นผู้มีฤทธิ์ทรงอภิญญาแน่นอน ทรงมีรับสั่งให้นิมนต์พระฤาษีเข้ามาในเขตพระราชฐาน ให้นั่งเหนืออาสนะอันมีค่า แล้วให้จัดข้าวปลาอาหารอย่างประณีตมาถวาย พระราชาทรงตั้งพระทัยจะเอาบุญกับพระฤาษีให้เต็มที่ จึงมีรับสั่งเรื่องอาหาร พระองค์เสวยอย่างไรก็ให้ทรงจัดให้ถวายกับพระฤาษีอย่างนั้น อาหารบางอย่างก็ให้ทำให้ประณีตยิ่งกว่าด้วยซ้ำ
เมื่อพระฤาษีอนุโมทนาหลังฉันภัตตาหารแล้ว พระราชาทรงอาราธนาให้พำนักในพระราชอุทยาน พระฤาษีท่านก็รับนิมนต์ด้วยอาการนิ่ง คือไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ แต่เป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงยอมรับนิมนต์ นับแต่วันนั้นท่านก็เข้าไปฉันในพระราชวังและถวายโอวาทแก่ราชสกุลเป็นประจำ พระฤาษีพำนักอยู่ในพระราชอุทยาทนานถึง 16 ปี
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปปราบจราจลชายแดน ซึ่งแน่นอนการเสด็จด้วยเหตุนี้ แต่ละครั้งจะเป็นหรือตาย จะได้กลับหรือไม่ จะกลับช้าหรือเร็วยังไม่แน่ ด้วยความเคารพในพระฤาษี จึงตรัสสั่งพระมเหสี คือ พระนางมุทุลักขณาว่า
"เธอจงอย่าประมาท จงปรนนิบัติพระผู้เป็นเจ้าให้เต็ม"
ดังนี้แล้วก็เสด็จไป
พระโพธิสัตว์ตั้งแต่วันที่พระราชาเสด็จไปแล้วก็ไปเข้าสู่พระราชวังตามเวลาที่ตนพึงพอใจ ไม่แน่นอน
นี่คือความผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะเมื่อท่านจะได้บรรลุฌาณสมาบัติแล้ว แต่ท่านก็ยังพลาดไปประการหนึ่ง คือ ความไม่แน่นอนเรื่องเวลา ถ้าวันไหนหิวก็ไปเร็ว ถ้าไม่ค่อยหิวก็ไปช้า พระนางมุทุลักขณาจะถวายอาหาร บางวันก็ต้องรอนานกว่าปกติ
อยู่มาวันหนึ่ง พระนางมุทุลักขณาทรงเตรียมอาหารสำหรับพระฤาษีเสร็จแล้ว ทรงดำริว่า วันนี้พระผู้เป็นเจ้าคงจะมาช้า จึงทรงสรงสนานด้วยพระสุคันโธทก คือ ทรงอาบน้ำ แล้วก็เอาน้ำหอมชโลมกายตามวิสัยคนรักสวยรักงามรักหอมจของผู้หญิง ทรงตกแต่งพระองค์ด้วยชุดลำลองสบายๆ ให้ลาดพระยี่ภู่น้อย คือ ฟูกเล็กๆ สำหรับนอนเล่น ณ ห้องโถงชั้นใน แล้วประทับเอนพระกายรอพระฤาษีจะมาฉันอาหาร
ฝ่ายพระฤาษีกหนดเวลาของตนแล้ว ก็ออกจากฌาณเหาะอย่างรวดเร็ว ไปสู่พระราชวังทันที แสดงว่าท่านก็ตั้งใจฝึกสมาธิอยู่เสมอมามิได้ขาด เมื่อเข้าใกล้เขตพระราชฐาน พระนางมุทุลักขณาก็ทรงสดับเสียงผ้าเปลือกไม้ปะทะลมดังพึบๆ มาทีเดียว
เนื่องจากพระนาง กำลังอยู่ในพระอิริยาบถสบายๆ ผ้าที่นุ่งก็แค่ขมวดชายไว้ สไบที่ห่มก็พลาดไหล่หลวมๆ เมื่อทรงสดับเสียงผ้าเปลือกไม้ เหมือนกับเสียงลมปะทะว่าวตัวใหญ่กลางอากาศ ก็ตกพระทัย อุทานว่าพระผู้เป็นเจ้าเหาะมาเร็วเหลือเกิน รีบเสด็จลุกขึ้นทันที เจ้ากรรม เมื่อพระนางรีบเสด็จลุกขึ้น เนื่องจากผ้าที่ทรงนุ่งซึ่งทำด้วยไหม และที่ใช้ห่มเป็นสะไบก็ทำด้วยแพร ผ้าทุกชิ้นล้วนเป็นผ้าเนื้อเกลี้ยงมันระยับ เมื่อทรงลุกปุ๊บปั๊บ ผ้าจึงลื่นหลุดพระวรกาย จะรีบคว้าไขว่อย่างไรก็ไม่ทันเพราะมันไปกองอยู่แทบเท้าเสียแล้ว พระนางมุทุลักขณายืนตกตลึงตัวเปล่า จะทำอะไรก็ไม่ถูก
พอดีกับพระฤาษีก็เหมาะลงตรงช่องพระแกล คือ หน้าต่าง ท่านก็เลยแลเห็นรูปารมณ์ อันเป็นวิสภาค คือเห็นสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์
พระนางมุทุลักขณานั้นก็ทั้งรักทั้งเคารพพระฤาษี เจตนาจะยั่วยวนกวนกามราคะสักนิดก็ไม่มี รีบนุ่งห่มให้เรียบร้อย พลางก็นึกเสียพระทัยว่าทรงประมาท ทำอุจาดต่อหน้าพระอาจารย์ ไม่ควรเลย
พระฤาษีพอได้สติรู้สึกตัว ก็รีบสะบัดหน้าหนีภาพตรงหน้า ไม่ยอมมองดูให้เสียมารยาท แต่ภาพของพระนางมุทุลักขณาเทวี ได้เบียดแทรกเข้าไปฝังแน่นในใจของท่านเสียแล้ว ภาพนั้นบาดใจพระฤาษีจนฌาณแตก กิเลสกามราคะที่แฝงตัวอยู่ภายในใจท่านมานานแต่ไหนแต่ไร ก็พลันกำเริบพลุ่งขึ้นมา เหมือนต้นไม้มียางที่ถูกมีดกรีดลึกลงไปในเนื้อ ฉะนั้น
สมดังที่ปราชญ์โบราณกล่าวไว้ว่า บรรดาภาพทั้งหลายในโลก ภาพอะไรก็ไม่บาดใจเท่ากับภาพโป๊เปลือยของเพศตรงข้าม พระมารมันได้เอาเหยื่อล่อ คือรสชาติยั่วยวนในอัดเข้าไปไว้เต็มที่ ดังนั้น แม้พระฤาษีจะรีบเบือนหน้าหนี แล้วพยายามนึกถึงนิมิตกสิณที่เคยกำหนดได้ แต่นึกเท่าไรก็ไม่ออก มีแต่ภาพร่างอันเปลือยเปล่าของนางมุทุลักขณาตามมาหลอกหลอน ห้ามใจไม่อยู่เลยแม้สักขณะจิต
เคยพูดมาหลายครั้งแล้วว่า ฤาษีชีไพรน่ะท่านฝึกกสิณภายนอก ไม่ใช่กสิณภายใน เวลาท่านเข้าฌานจะเอาดวงกสิณที่ท่านได้ ตั้งไว้ข้างหน้า ไม่ได้เอามาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย เพราะฉะนั้นฌาณของท่านจึงไม่มั่นคง ฌาณลักษระนี้มีอานิสงส์เพียงแค่การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ระงับกิเลสไว้ได้ชั่วคราวเหมือนหินทับหญ้า ถ้ายกหินนั้นออกไป หญ้าก็จะงอกกลับขึ้นมาใหม่เพราะมันยังไม่ตาย ทำนองเดียวกับฌาณของฤาษี แม้ข่มกิเลสได้ แต่ก็ชั่วคราว ไม่สามารถขัดเกลากิเลสให้พินาศเด็ดขาดลงไปได้
ประเด็นสำคัญที่นักบวชจะต้องจำให้มั่นคือ
1. ความประมาท ไม่ระมัดระวัง คิดว่าไม่เป็นไร
2. ความเป็นกันเอง เข้านอกออกในได้ทุกแห่ง
3. ไม่กำหนดเวลา ไปไหนมาไหนตามใจชอบ ไม่แน่นอน
4. มีการหยิบนั่น หยิบนี่ให้อยู่เสมอ
ซึ่งทั้ง 4 ประการนี้รวมกันแล้วก็คือ การถือวิสาสะนั่นเอง
ยิ่งถือวิสาสะมากเท่าไร ความคลุกคลีจะมีไม่รู้จบ และความใกล้ชิดเกินเหตุ ก็เกิดขึ้นมากเท่านั้น และถ้าถึงกับถือวิสาสะ หยิบใช้ข้าวของผู้อื่น เข้านอกออกในได้ตามสบาย ก็มีแต่ตายกับตายอย่างเดียว
การเป็นพระ เป็นนักบวช เป็นนักสร้างบารมีที่ดี จำเป็นต้งมีเส้นกั้นเขตแดน ระหว่างเรากับญาติโยม เพราะเป็นคนละเพศกันแล้ว เขาเป็นฆราวาส แต่เราเป็นเพศบรรพชิต เพราะฉะนั้นแม้แต่ไปเยี่ยมบ้าน เยี่ยมพี่เยี่ยมน้อง เยี่ยมพ่อแม่ของตนเอง ก็ต้องมีเขตแดน เมื่อก่อนนี้เราอาจจะเข้าห้องนอนใครๆ ได้หมดทุกคน ไม่ว่าห้องน้องสาว พี่ชาย แต่พอบวชเป็นพระแล้วทำไม่ได้ ห้ามเด็ดขาด
ถ้าจำเป็นจะต้องพักค้างคืนที่บ้านเดิมของเราหรือบ้านใครเมื่อไรก็ตาม ให้เข้าไปพักอาศัยเฉพาะห้องที่เขาจัดไว้ให้ อย่าได้ไปเข้าห้องอื่นๆ มิฉะนั้นจะกลายเป็นถือวิสาสะคลุกคลี มีโอกาสให้กามราคะกำเริบได้ง่าย อาจถึงต้องสึกไปอย่างน่าเสียดาย
พระฤาษีท่านถือวิสาสะมากเกินไป ไม่สร้างเขตแดนกั้นไว้ระหว่างท่านกับพระเทวี มองโลกในแง่ดี คิดว่าไม่เป็นไรตะพึดตะพือ เมื่อต้องมาเป็นพระเทวีในสภาพที่เปลือยอยู่ต่อหน้าก็ถึงกับตะลึง ตกอยู่ใต้อำนาจความงาม กามกิเลสในใจของท่านกำเริบพลุ่งพล่าน ทันใดนั้นเองฌานของท่านก็เสื่อม ทำให้ทั้งๆ ที่กำลังเหาะอยู่ก็วูบตกลงมาจากอากาศ เป็นเหมือนนกปีกหัก ฉะนั้น
แม้เวลาผ่านไปจนกระทั่งนางมุทุลักขณาประเคนภัตตาหารแล้ว พระฤาษีก็ยังยืนตะลังอยู่ รับอาหารแล้วก็หาบริโภคไม่ เกิดอาการเสียวสะท้านไปทั่วร่างกาย เพราะอำนาจของกามกิเลสที่โหมกระหน่ำอยู่ภายใน ท่านเดินลงจากปราสาทกลับไปสู่ที่พักในพระราชอุทยานแทบไม่ไหว
แม้ถึงที่พักแล้ว แต่ไฟกิเลสหายอมลดลาวาศอกกับท่านไหม่ ยังคงติดตามแผดเผาจิตใจไม่ยอมสร่าง ไม่สามารถฉันอาหารได้แม้แต่น้อยถึง 7 วัน ร่างกายขาดอาหารจนซูบซีดร่วงโรย
ฝ่ายพระนางมุทุลักขณาก็รู้สึกไม่สบายพระทัยอย่างหนัก ที่ทำให้พระอาจารย์ซึ่งตนแสนจะเคารพรักถึงกับฌานเสื่อม ตบะแตกเหาะไม่ไหว ยิ่งคำนึงถึงพระราชาว่า หากทรงทราบเรื่องแล้วจะพิโรธโกรธกริ้วขนาดไหน ทั้งที่พระนางเองก็ไม่ได้มีใจเป็นอื่นนอกจากพระราชาเลย ทรงดำริอย่างนั้นแล้ว ก็ถึงกับเสวยไม่ได้ นิทราไม่สนิทเช่นกัน
ในวันที่ 7 นั่นเอง พระราชาก็ทรงปราบจลาจลในปัจจันตชนบทได้ราบคาบ เมื่อเสด็จกลับมาถึงและทรงประทักษิณพระนครแล้ว ยังไม่เสด็จขึ้นปราสาททันที ทรงมีพระดำริว่า เราจักไปกราบพระอาจารย์ก่อน แล้วเสด็จเลยไปพระราชอุทยาททันที
ครั้นเสด็จไปถึงบรรณศาลา ทอดพระเนตรเห็นพระฤาษีนอนซมอยู่ ทรงปริวิตกว่าชะรอยจะเกิดความไม่สำราญสักอย่างหนึ่ง รีบรับสั่งให้ทำความสะอาดบรรณศาลา พลางทรงเข้านวดเฟ้นเท้าทั้งสองของพระอาจารย์ให้ โดยไม่ได้ถือพระองค์แม้แต่น้อย แล้วก็ทรงถามด้วยความห่วงใยว่า
"พระผู้เป็นเจ้าไม่สบายไปหรือ"
พระฤาษีท่านไม่มีมารยา ท่านจึงตอบไปตรงๆ ว่า
"มหาบพิตร ความไม่สำราญอย่างอื่นไม่มีแก่อาตมภาพ แต่เพราะอำนาจกิเลส อาตมภาพมีจิตกำหนัดเสียแล้ว"
พระฤาษีตอบชัดถ้อยชัดคำดีไม่มีอ้อมค้อมตามแบบฉบับของนักสร้างบารมี คือมีธาตุแท้แห่งความเป็นคนตรง ไม่มีมารยา
พระราชารับสั่งถามต่อว่า
"พระผู้เป็นเจ้า จิตของท่านปฏิพัทธ์ในสตรีนางไหนหรือ"
ถ้าพูดประสาชาวบ้านก็คือถามว่า
"พระคุณเจ้าไปชอบลูกสาวหรือภรรยาของใครหรือ โปรดบอกมาตามตรงเถอะ เดี๋ยวจะช่วยจัดการให้"
พระราชาก็ช่างเอาอกเอาใจดี
พระฤาษีตอบผางเลยว่า
"ถวายพระพร จิตของอาตมภาพปฏิพัทธ์ในพระนางมุทุลักขณา คือ มเหสีของพระองค์นั่นแหละ"
oooooooooooooooooooooooooo
เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร พระราชาจะทรงปฏิบัติต่อพระฤาษีอย่างไร และพระฤาษีจะดำเนินชีวิตต่อไปในรูปแบบไหน โปรดติดตามตอนต่อไป
เนื้อเรื่องจาก หนังสือ อิตถี ๒
โดย พระภาวนาวิริยคุณ