2006/Oct/10

ธรรมดาของสัตว์โลก

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับนางกิสาโคตมีว่า

"ตํ ปุตฺตปสุสมฺมตฺตํ พฺยาสตฺตมนฺสํ นรํ
สุตฺตํ คามํ มโหโฆว มจฺจุ อาทาย คจฺฉติฯ

มฤตยูย่อมพาเอานรชน ผู้มัวเมาในลูกและสัตว์เลี้ยง ผู้มีใจข้องอยู่ในอารมณ์ต่างๆ ไป เหมือนห้วงน้ำใหญ่พัดพาเอาชาวบ้านที่หลับไหลไป ฉะนั้น"

ในสมัยพุทธกาล มีหญิงรูปร่างผอมบาง เนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็นคนหนึ่ง ชื่อว่า "กิสาโคตมี" นางเกิดในสกุลของคนเข็ญใจในกรุงสาวัตถี เมื่อเจริญวัยขึ้น นางก็ได้เข้าสู่ชีวิตการครองเรือนเหมือนบุคคลทั่วไป

ต่อมานางได้คลอดบุตรคนหนึ่ง แต่เมื่อบุตรชายสุดที่รักเจริญวัยได้ไม่นานนัก กลับต้องมาเสียชีวิตลง นางเศร้าโศกเสียใจมาก จึงอุ้มร่างที่ไร้วิญญาณของลูกน้อย เดินร้องไห้ไปตามบ้านเรือนต่างๆ เพื่อขอยาที่จะทำให้เด็กน้อยนั้นฟื้นคืนชีพ คนทั้งหลายต่างบอกว่า ยาที่กินแล้วทำให้คนตายฟื้นน่ะไม่มีหรอก แต่ด้วยความโศกและความรักลูกน้อยมาบดบังดวงปัญญา นางจึงยังคงเที่ยวเดินหายาร่ำไป โดยไม่ฟังคำทัดทานของผู้อื่น

จนกระทั่งมาพบบัณฑิตผู้มีปัญญาท่านหนึ่ง เห็นนางพร่ำพิไรรำพันเป็นทุกข์หนัก จึงบอกให้นางไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะท่านมียาวิเศษ นางคิดว่าพระพุทธองค์คงจะมียาดีให้ลูกกินแล้วฟื้นได้ จึงอุ้มลูกน้อยไปวัดพระเชตวันมหาวิหาร และยืนอยู่ท้ายสุดของพุทธบริษัท

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาเพื่อจะทรงแสดงธรรม ประทับนั่งบนพุทธอาสน์แล้ว นางก็เดินแหวกฝูงชนเข้าไปหาพระองค์ กราบทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ได้โปรดประทานยาแก่บุตรของข้าพเจ้าด้วยเถิด"

พระบรมศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยแห่งอรหัตผลของนาง จึงตรัสว่า

"ดูก่อนโคตมี เธอมาที่นี่ถูกแล้ว เรามียาขนานวิเศษให้เธอ แต่เธอต้องเข้าไปยังพระนคร เดินไปให้ทั่วทุกบ้าน ไปหาว่าบ้านไหนที่ไม่เคยมีคนตาย แล้วเธอจงนำเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านหลังนั้นมาให้เรา"

นางได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ เริ่มมีความหวังขึ้นมา รีบเดินไปตามบ้านเรือนต่างๆ ในพระนคร เพื่อจะขอเมล็ดพันธุ์ผักกาด

เมื่อนางไปยังบ้านหลังแรก ก็ถามว่า

"บ้านนี้ยังไม่มีใครเคยตายใช่ไหม ?"

คนในบ้านนั้นก็ตอบว่า

"เธอพูดอะไรอย่างนั้น บ้านหลังนี้มีคนตายตั้งหลายคนแล้ว"

นางก็ไม่ละความพยายาม เดินค้นหาต่อไปอีก แต่ไม่ว่าจะถามบ้านหลังไหน เขาก็บอกว่าเคยมีคนตายแล้วทั้งนั้น เดินถามอยู่ทั้งวันจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จนกระทั่งความเศร้าโศกได้คลายลง นางจึงเริ่มเกิดปัญญา คิดได้ว่าในนครนี้บ้านที่ไม่มีคนตายคงไม่มี พระผู้มีพระภาคเจ้า คงจะอนุเคราะห์แก่เราด้วยเหตุนี้เป็นแน่

นางเกิดความสลดสังเวช เห็นความไม่เที่ยงของชีวิต จึงได้อุ้มร่างที่ไร้วิญญาณของลูกน้อยไปยังป่าช้า วางลูกลงบนพื้นแล้วพูดว่า

"ลูกเอ๋ย แม่คิดว่าความตายเกิดขึ้นเฉพาะเจ้าเท่านั้น แต่แท้ที่จริงความตายนี้ไม่มีแก่เจ้าคนเดียว มันเป็นธรรมดาที่ต้องเกิดกับทุกคน แม้กระทั่วตัวของแม่เอง"

จากนั้นนางได้เดินไปยังสำนักของพระบรมศาสดา พระพุทธองค์ตรัสถามว่า

"ดูก่อนโคตมี เธอได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดแล้วหรือ"

นางกราบทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่มีกิจที่จะต้องใช้เมล็ดพันธุ์ผักกาดอีกแล้ว เพราะความตายเป็นธรรมดาของสัตว์โลก ขอพระองค์ได้โปรดประทานที่พึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด"

พระพุทธองค์ตรัสว่า

"ดีแล้วโคตมี เธอจงตั้งใจฟัง"

พระพุทธองค์ได้ตรัสเป็นพระคาถาว่า

"ธรรมดาของสัตว์โลกมีความไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงมิใช่ธรรมของชาวบ้าน มิใช่ธรรมของชาวเมือง และมิใช่ธรรมของสกุลใดสกุลหนึ่ง แต่เป็นธรรมของโลกทั้งหมด ตลอดทั้งเทวโลกและพรหมโลก มฤตยูย่อมพาเอาบุคคลผู้มัวเมาในบุตร เหมือนห้วงน้ำย่อมพัดพาเอาบุคคลผู้หลับใหลอยู่ ฉะนั้น"

เมื่อจบพระธรรมเทศนา นางก็ได้บรรลุธรรมกายพระโสดาบัน มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แล้วทูลขอบรรพชา พระบรมศาสดาทรงอนุญาตให้บรรพชาและอุปสมบทในสำนักของภิกษุณี ต่อมาไม่นาน นางได้เจริญวิปัสสนาบำเพ็ญภาวนาด้วยความไม่ประมาท ทำใจหยุดนิ่งเข้าไปสู่ภายใน เข้ากายในในกายธรรมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งบริสุทธิ์ หลุดพ้นไปตามลำดับ

พระพุทธองค์ทรงทราบว่า บัดนี้อินทรีย์ของนางแก่กล้าถึงเวลาที่จะบรรลุอรหัตผลแล้ว จึงได้เปล่งฉัพพรรณรังสีไปถึงนาง แล้วตรัสว่า

"ผู้ไม่เห็นอมตบท
แม้มีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี
ชีวิตของผู้เห็นอมตบทเพียงวันเดียว
ยังประเสริฐกว่า"

จบพระพุทธดำรัส นางก็ได้บรรลุกายธรรมอรหัตผล เป็นพระอรหันตเถรีผู้เลิศองค์หนึ่ง มีความเคร่งครัดใช้สอยบริขารเครื่องนุ่งหุ่ม เมื่อได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว นางคิดจะไปเฝ้าพระพุทธองค์ จึงเหาะมาทางอากาศ ขณะนั้นท้าวสักกะกำลังเข้าเฝ้าพระพุทธองค์อยู่ นางได้ถวายบังคมแล้วกลับไป

ท้าวสักกเทวราชทอดพระเนตรเห็น จึงทูลถามพระบรมศาสดาว่า

"ภิกษุณี ผู้มีกายผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็นนั้นชื่ออะไรพระเจ้าข้า ?"

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า

"มหาบพิตร ภิกษุณีนั้นชื่อ กิสาโคตมี เป็นธิดาของเรา ผู้เป็นเลิศกว่าอรหันตเถรีทั้งหลายในด้านผู้ทรงผ้าบังสุกุล เราเรียกอริยชนผู้ทรงผ้าบังสุกุล มีกายผอมสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น มีปกติเพ่งเพียรอยู่ผู้เดียวในป่า ว่าเป็นพราหมณ์ผู้ลอยบาปแล้ว"

ดังนั้นเราจึงไม่ควรประมาทมัวเมาในชีวิต เพราะพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า เย ปมตฺตา ยถา มตา ผู้ใดประมาท ไม่ทำความดี แม้มีชีวิตผู้ก็เหมือนคนตาย บุคคลที่เกิดมาแล้ว แต่กลับไม่ได้แสวงหาสิ่งที่เป็นแก่นสาร สาระที่แท้จริงของชีวิต หรือทำสิ่งที่มีคุณค่าให้แก่ตนเองและผู้อื่น ได้ชื่อว่าตายแล้ว

เราควรจะดำเนินชีวิตให้มีคุณค่าสูงสุด ด้วยการตั้งใจทำความดี สร้างบุญสร้างบารมีของเราต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง หมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่ง หมั่นนึกถึงความตายอยู่เสมอ เพื่อเราจะได้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตกันทุกๆ คน

อ้างอิงจากหนังสือ ตามรอยตะวัน
ที่ระลึกงานอุปสมบทอุทิศชีวิต
วันวิสาขบูชาที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๖

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
คนสมัยก่อนเข้าใจธรรมได้ง่ายแล้วบรรลุง่ายกันดีจังนะครับ มาสมัยนี้ที่ท่านอธิบายพวกเราก็เข้าใจนะผมว่า แต่ทำไมไม่บรรลุหรือไม่ได้อะไรกันสักอย่างเลยล่ะ งืมๆ
#1  by  นายฉิม At 2006-10-10 15:28, 
การบรรลุไม่ได้อยู่ที่การเข้าใจเพียงอย่างเดียว แต่เน้นหนักไปด้านการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมะนั้นๆ ด้วยค่ะ หากเราสั่งสมความดี หมั่นปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิไปเรื่อยๆ ข้ามภพข้ามชาติ แล้ววันที่เข้าถึงธรรมก็จะมาถึงค่ะ
#2  by  丽丽 ~ ชิงช้าโบราณ At 2006-10-10 19:59, 
ความตาย..ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องเจอ...มันมาตอนไหนเราก็ไม่รู้...
เรื่องนี้สอนหนูได้เยอะเลยค่ะ...
#3  by  ย้งยี้ At 2006-10-10 20:35, 
ผมก็คิดเหมือนกับพี่ฉิมนะคับ
เคยคิดมานานแล้วว่าทำไมคนสมัยพุทธกาลถึงแม้จะเป็นชาวบ้านหรือแม้แต่มหาโจรเพียงได้ฟังธรรมเพียงประโยคเดียวก็สามาถรบรรลุธรรมได้
ยังไงคนเราเกิดมาก็ย่อมตายกันทุกคน อยู่ที่ตายช้าหรือเร็วเท่านั้น เพราะฉะนั้นในช่วงที่ผมยังมีชีวิตอยู่ผมจึงทำทุกอย่างให้คุ้มค่าและเป็นประโยชน์มากที่สุดคับ

ขอบคุณคับที่อัพเรื่องดีดีให้อ่านทุกครั้ง
#4  by  ~*๐บุษบาไร้พ่าย๐*~ At 2006-10-11 22:43, 

<< Home


ชิงช้าโบราณ
View full profile